

ถ้าเกิดมินเอ่ยชื่อ"นกมีหู หนูมีปีก" เพื่อนๆพี่ๆก็คงจะร้องอ๋อทันทีในสมญานามของเจ้า "ค้างคาว" ที่สามารถบินได้เหมือนนก ถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยดมชนิดเดียวที่สามารถบินได้ และมีระบบโซนาช่วยค้นหาทิศทางและสิ่งกีดขวางต่างๆ ตลอดเส้นทางที่บินไป รวมทั้งสื่อสารกับค้างคาวอื่นด้วย ค้างคาวเป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน ด้วยเหตุนี้ทำให้มนุษย์รู้เรื่องเกี่ยวกับค้างคาวน้อย และด้วยรูปร่างลักษณะของมันที่ค่อนข้างแปลกประหลาดจึงทำให้มีเรื่องราวน่ากลัวออกมามากมาย ค้างคาวเป็นสัตว์ที่สำคัญต่อระบบนิเวศน์มาก อย่างค้างคาวที่กินแมลงก็สามารถกินแมลงได้ถึง 500-1.000 ตัวด้วยเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง หรือถ้าเป็นค้างคาวกินผลไม้ก็เป็นการช่วยผสมเกสรดอกไม้ของพืชหลายชนิด
ค้างคาวที่พบในประเทศไทยนั้นมีอยู่ทั้งสิ้น 10 วงศ์ 92 ชนิด มีทั้งที่กินผลไม้เป็นอาหารและกินแมลงเป็นอาหาร ชนิดที่ค้นพบใหม่ล่าสุดและเป็นที่ตื่นเต้นในบรรดานักสัตววิทยาของโลก คือ ค้างคาวกิตติ (Kitti's Hog-Nosed Bat) ซึ่งเป็นค้างคาวกินแมลงวงศ์ใหม่ของโลกและมีเพียงชนิดเดียว ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ของไทยคือ คุณกิตติ ทองลงยา เมื่อปี พ.ศ. 2516 ที่ถ้ำแถบอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

ค้างคาวกิตติมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าคราซิโอไนก์เทริส ทองลงยาไอ (Craseongcteris thonglongyai) ค้างคาวชนิดนี้มีขนาดที่เล็กมากโดยขนาดคือ มีน้ำหนักเพียง 2 กรัม เล็กเพียงขนาดนิ้วหัวแม่มือของคนเท่านั้น กว้างช่วงปีก 160 มิลลิเมตร ซึ่งกินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2529 ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก สถานภาพในปัจจุบันจัดว่าเป็นสัตว์ที่ตกอยู่ในสภาวะวิกฤติเป็นอันดับ 1 ในจำนวนสัตว์ 12 ชนิดทั่วโลกที่กำลังถูกคุกคามและใกล้จะสูญพันธุ์

ในจำนวนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในเมืองไทย 280 ชนิดนั้น 107 ชนิดเป็นค้างคาว ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 38 นอกจากประเทศไทยยังพบค้างคาวที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกแล้ว ก็ยังพบค้างคาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยคือ "ค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน" ซึ่งมีน้ำหนักถึง 1 กิโลกรัมเลยทีเดียว
สำหรับเพื่อนๆพี่ๆที่อยากจะดูหน้าเจ้าค้างคาวกิตติก็ไปหากันได้แถบๆอำเภอไทรโยค กาญจนบุรีบ้านเราเนี่ยล่ะค่ะ อ่านเรื่องราวของเจ้าค้างคาวตัวน้อยแล้ว หวังว่าเพื่อนๆพี่ๆคงจะหายกลัวเจ้าค้างคาวกันแล้วนะคะ

พอดีตอนนี้


..
..
